Archive for November, 2010

นั่งรถรางชมเมือง@สถานที่ท่องเที่ยวกทม.

Thursday, November 18th, 2010
สถานที่ท่องเที่ยว

ในอดีตเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมานั้น สถานที่ท่องเที่ยวกรุงเทพมหานครยังไม่ได้มีความเจริญมากมายเหมือนดังเช่นปัจจุบันนี้ ภาพของกรุงเทพฯในสมัยนั้นเป็นเพียงเมืองที่มีแต่ความเงียบสงบ ท่ามกลางสภาพภูมิทัศน์ที่เป็นทุ่งนา ทุ่งหญ้า และมีคูคลองมากมาย คนในสมัยนั้นมักใช้การสัญจรทางน้ำเป็นหลัก ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีความเจริญมากขึ้นจึงมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้น โดยเริ่มมีการตัดถนนใหม่ๆขึ้นหลายสาย เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการคมนาคมติดต่อระหว่างกัน ในสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีการนำ รถราง มาใช้เป็นพาหนะขนส่งมวลชนที่ถือว่ามีความทันสมัยมากในยุคนั้น

สถานที่ท่องเที่ยว

ในระยะแรกกิจการรถรางเริ่มขึ้นโดยนายจอน ลอฟตัสและนาย เอ.ดูเปลสิเดริเซอเลียว ชาวเดนมาร์ก กิจการรถรางของพวกเขาใช้ม้า 8 ตัวในการลากจูง มีเส้นทางวิ่งระหว่างพระบรมมหาราชวังช่วงศาลเจ้าพ่อหลักเมืองไปตามถนนเจริญกรุง ปลายทางอยู่ที่อู่ฝรั่งหรือ บางกอกด็อก (Bangkok Dock) หรือที่หลายคนเรียกว่า บริษัทอู่กรุงเทพ ยานนาวา รถรางของชาวเดนมาร์กมีค่าบริการที่ค่อนข้างสูงและใช้เวลานานกว่าจะถึงจุดหมาย กิจการของพวกเขาจึงไม่ค่อยได้รับความนิยมต่อมาจึงมีการพัฒนาให้เป็นรถรางไฟฟ้า มีเส้นทางสายแรกคือสายบางคอแหลม วิ่งระหว่างศาลหลักเมือง-ท่าน้ำถนนตก ภายหลังมีการขยายเส้นทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆอีกหลายสายเช่น สายบางซื่อ วิ่งระหว่างบางซื่อ-บางกระบือ สายสามเสน วิ่งระหว่างสามเสน-สาทร ฯลฯ เมื่อบ้านเมืองมีความเจริญเพิ่มขึ้นยานพาหนะชนิดอื่นเริ่มเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น รถรางจึงไม่ได้รับความนิยมและต้องปิดตัวลงในปีพ.ศ.2511

สถานที่ท่องเที่ยว

ในทุกวันนี้รถรางได้ถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยอยู่ในรูปรถรางเพื่อการท่องเที่ยว ลักษณะหน้าตาของรถรางชนิดนี้จะเหมือนกับรถรางในอดีตทุกอย่าง เพียงแต่ไม่ได้วิ่งบนรางเหมือนสมัยก่อน รถรางดังกล่าวใช้เครื่องยนต์และน้ำมันในการขับเคลื่อนแทน โดยวิ่งให้บริการนักท่องเที่ยวในสองเส้นทางด้วยกันคือ เส้นทางท่องเที่ยวรอบเกาะรัตนโกสินทร์ และเส้นทางท่่องเที่ยวเยาวราช ที่มีมัคคุเทศน์คอยบรรยายและแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจต่างๆระหว่างเส้นทางให้กับนักท่องเที่ยว สำหรับคนที่อยากสัมผัสหรือรำลึกความหลังกับการเดินทางโดยรถรางเพื่อเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆในกรุงเทพฯ สามารถลองใช้บริการรถรางนี้ได้โดยการท่องเที่ยวแบบนี้น่าจะให้ความรู้สึกแปลกใหม่และสนุกสนานไม่น้อยเลย

::พระนารายณ์ราชนิเวศน์::สถานที่ท่องเที่ยว@ลพบุรี

Thursday, November 18th, 2010
สถานที่ท่องเที่ยว

พระนารายณ์ราชนิเวศน์ สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งในจังหวัดลพบุรี เป็นพระราชวังที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2209 บนเนื้อที่ประมาณ 41 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่ประทับล่าสัตว์ ออกว่าราชการและต้อนรับแขกเมือง ที่ประทับแห่งนี้มีการแบ่งออกเป็นพระราชฐานชั้นนอก เขตพระราชฐานชั้นกลาง และเขตพระราชฐานชั้นใน กำแพงพระราชวังมีการก่ออิฐถือปูนโดยมีใบเสมาเรียงรายบนสันกำแพง มีซุ้มประตูทั้งหมด 11 ประตู ประตูทางเข้านั้นเป็นทรงจตุรมุขมีทางเข้าโค้งแหลม จั่วซุ้มประตูตกแต่งลายกระจังปูนปั้นที่วิวัฒนาการมาจากดอกบัว

สถานที่ท่องเที่ยว

ภายในสถานที่ท่องเที่ยวช่วงที่อยู่ระหว่างกำแพงพระราชฐานชั้้นกลางและชั้นใน มีการเจาะช่องเล็กๆให้เป็นรูปโค้งแหลมมีลักษณะคล้ายบัวเรียงเป็นแถวสำหรับวางตะเกียง ซึ่งช่องเล็กๆนี้มีมากพอสำหรับวางตะเกียงได้ถึง 2,000 ดวง ภายหลังการสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระราชวังแห่งนี้ถูกปล่อยให้ทิ้งร้างไป จนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯให้ซ่อมแซมสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ขึ้นใหม่ในปีพ.ศ. 2399 เพื่อใช้เป็นราชธานีชั้นในและพระองค์ได้พระราชทานชื่อพระราชวังแห่งนี้ว่า พระนารายณ์ราชนิเวศน์

สถานที่ท่องเที่ยว

ในเขตพระราชฐานต่างๆ จะประกอบไปด้วยตึกหลายตึกรวมถึงพระที่นั่งหลายพระที่นั่ง หนึ่งในนั้นคือ พระที่นั่งจันทรพิศาล ซึ่งในอดีตพระที่นั่งนี้ถุกใช้เป็นหอประชุมองคมนตรี ต่อมาสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพและสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นบริเวณพระที่นั่งจันทรพิศาลนี้และตั้งชื่อว่า ลพบุรีพิพิธภัณฑ์สถาน และในปัจจุบันนี้กลายเป็น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ โดยมีการขยายส่วนที่จัดแสดงมาถึงพระที่นั่งพิมานมงกุฏซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน ภายในมีการจัดแสดงโบราณวัตถุต่างๆ เช่น ภาชนะดินเผารูปวัว โครงกระดูกมนุษย์ ขวานหิน ขวานสำริด จารึกโบราณ เครื่องประดับทำจากหินและเปลือกหอย รูปเคารพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ทับหลังแกะสลักรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ พระพุทธรูปสมัยลพบุรี ถ้วยกระเบื้องสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้เคยได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ประเภทรางวัลดีเด่นประเภทแหล่งท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมเมื่อปีพ.ศ. 2545

สถานที่ท่องเที่ยว::อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ::

Wednesday, November 17th, 2010
สถานที่ท่องเที่ยว

เมื่อพูดถึงภาคอีสาน แทบทุกคนคงนึกถึงสถานที่ซึ่งส่วนใหญ่มีแต่ความแห้งแล้ง ไม่น่าที่จะมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามสดชื่นสักเท่าไหร่ แต่ในความเป็นจริงแล้วภาคอีสานของเรานั้นยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามอีกมากมายที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก และหลายที่เช่นกันที่เพิ่งได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่กำลังรอคอยการมาเยือนของนักท่องเที่ยวทั้งหลายเพื่อชื่นชมกับความงดงามที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ไว้ให้ อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ ก็เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากให้การยอมรับว่ามีความสวยงามและนิยมเข้าไปท่องเที่ยวกันมาก

สถานที่ท่องเที่ยว

โดยอุทยานฯแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู พื้นที่ตอนล่างของจังหวัดอุดรธานี และพื้นที่ตอนบนของจังหวัดขอนแก่น ภูเก้า นั้นมีลักษณะรูปร่างคล้ายกะทะหงาย โดยมีที่ราบอยู่ตอนกลาง ซึ่งสันนิษฐานว่าพื้นที่ส่วนนี้อาจจะเป็นซากภูเขาไฟโบราณที่ดับสนิทแล้วหลายร้อยล้านปี หรือไม่ก็เป็นลักษณะที่เกิดจากการโก่งตัวของเปลือกโลก เทือกเขาภูเก้ามีลักษณะเป็นเทือกเขาสองชั้นโดยชั้นนอกมีความลาดชันมากกว่าชั้นใน ส่วน ภูพานคำ เป็นแนวทิวเขายาวบนเทือกเขาภูพาน บนสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณที่อุดมสมบูรณ์ บริเวณสถานที่ท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำมีสภาพภูมิทัศน์ที่สวยงาม และมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่อย่างชุกชุมมาก

สถานที่ท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวสามารถเลือกพักผ่อนหย่อนใจยังแหล่งท่องเที่ยวสวยงาม ซึ่งมีอยู่มากมายหลายแห่งภายในอุทยานฯแห่งนี้ โดยอาจเลือกทำกิจกรรมการท่องเที่ยวทางน้ำและพักแรมบริเวณริมทะเลสาบเหนือเขื่อนอุบลรัตน์และเกาะแก่งต่างๆ โดยบริเวณใกล้เคียงมีหมู่บ้านชาวประมงในอำเภอโนนสัง จังหวัดอุดรธานี หรือเลือกเที่ยวชมหามต่างหรือหามตั้ง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติซึ่งเกิดจากการที่น้ำ สายลม แสงแดด มีการกัดเซาะหินจนเกิดเป็นรูปร่างแท่งหินที่ตั้งขึ้นโดยส่วนบนมีแผ่นหินวางอยู่มองคล้ายดอกเห็ด ส่วนนักท่องเที่ยวที่ชอบความเย็นสบายอาจเลือกลงเล่นน้ำที่น้ำตกตาดฟ้า น้ำตกขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่กลางผืนป่าใหญ่มีระดับความสูงก่อนทิ้งตัวลงมาถึงแอ่งเบื้องล่างประมาณ 7 เมตร นอกจากนี้ยังมีรอยเท้านายพรานและรอยตีนหมา หอสวรรค์ ถ้ำเรขาคณิตและถ้ำมิ้ม ซึ่งมีภาพเขียนสีและภาพสลักบนผนังถ้ำอายุกว่า 3,500 ปีอีกด้วย นับว่าสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้นอกจากจะมีความสวยงามทางธรรมชาติแล้วยังมีความน่าสนใจอื่นๆที่ถือเป็นแหล่งความรู้ได้อีกอย่างหนึ่งด้วย